ดาวน์โหลด เอกสารการประชุม วันที่ 2 มิถุนายน 2557 ได้ที่นี่
  ทะเบียนผู้ใช้ (username):     รหัสผ่าน:     จำสถานะ    
  ลักษณะทางกายภาพของห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์และเครื่องมือ
งานวิศวกรรมโครงสร้าง : รายละเอียดเพิ่มเติม

งานวิศวกรรมโครงสร้าง

 

1. การตรวจสอบสภาพความเสียหายของโครงสร้าง: ลักษณะรอยร้าวและสาเหตุเนื้อหาในส่วนนี้จะกล่าวถึงเฉพาะส่วนรอยร้าวหลักๆ ที่สามารถเห็นลักษณะรอยแตกได้ชัดเจน ดังต่อไปนี้

          1) ตำแหน่งรอยร้าว : ตำแหน่งที่จะเกิดรอยร้าวมี 4 แห่ง  คือ  ผนัง  คาน  พื้น  และเสา  รอยร้าวแต่ละตำแหน่งดังกล่าวจะมีลักษณะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยร้าวนั้น

          2) การพิจารณารอยร้าว : เมื่อพบเห็นรอยร้าวมีข้อแนะนำเบื้องต้นดังนี้

                    2.1) ควรพิจารณาว่าส่วนใดของรอยร้าวเส้นนั้นที่แตกอ้ากว้างมากที่สุด  ส่วนที่แตกอ้ากว้างมากที่สุดคือ ส่วนที่เริ่มแตกเป็นอันดับแรก  แล้วจึงค่อยแตกลามยาวออกไป

                    2.2) ทุกครั้งที่พบเห็นรอยร้าวควรตรวจดูว่าเป็นรอยแตกทะลุหรือไม่  หลักการก็คือ เมื่อพบเห็นรอยร้าวที่ตำแหน่งใดควรไปดูอีกด้านหนึ่งของโครงสร้างหรือผนังที่ตำแหน่งเดียวกันนั้นว่ามีรอยแตกตรงตำแหน่งเดียวกันหรือไม่  ถ้ามีแสดงว่ารอยแตกนั้นเป็นรอยแตกทะลุผนังหรือโครงสร้างที่พบเห็นนั้น

          3) ชนิดของรอยร้าว : รอยร้าวแบ่งได้เป็น  4  ชนิด  เริ่มจากรอยร้าวจากฐานรากทรุดตัว ถัดมาได้แก่รอยร้าวอันเนื่องจากโครงสร้างรับน้ำหนักไม่ได้ ลำดับถัดไปคือรอยร้าวจากความเสื่อมสภาพ และท้ายสุดคือรอยร้าวจากฝีมือก่อสร้างและอุณหภูมิ ความรุนแรงของรอยร้าวทั้งสี่นั้น  บ่งบอกสาเหตุความรุนแรงของปัญหาจากมากไปน้อยเรียงลำดับจากบนลงล่าง  นั่นคือรอยร้าวที่เกิดจากฐานรากทรุดเมื่อพบเห็นควรเสนอแนะให้เจ้าของอาคารติดต่อผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบเชิงลึกและแก้ไขทันทีไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน  รอยร้าวเนื่องจากโครงสร้างรับน้ำหนักไม่ได้จัดเป็นปัญหาที่ควรรีบแก้ไขเช่นกัน แต่เมื่อพบเห็นสามารถแก้ไขในเบื้องต้นได้ด้วยการปลดน้ำหนักบรรทุกออกก่อนเพื่อเป็นการลดอันตรายที่จะเกิดขึ้น แล้วจึงตามผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ ส่วนรอยร้าวในลำดับถัดลงมายังพอมีเวลาให้แก้ไข  อย่างไรก็ตาม ควรทำการแก้ไขในทุกกรณีของรอยร้าว  ทั้งนี้เพื่อเป็นการบำรุงรักษาอาคารให้มีสภาพที่ดีและมีความมั่นคงแข็งแรงใช้งานได้ตลอดไป

 

          อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ภาคที่ 4 การตรวจสอบด้านความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร หน้า 50–82 และภาคที่ 10 เคล็ดการตรวจสอบอาคารด้วยสายตา หน้า 333–350 ในคู่มือเทคนิคการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัยของ วสท.

2. โครงสร้างอาคารมีความสามารถในการกันไฟและทนไฟ รวมถึงรองรับเหตุฉุกเฉินได้ (มีความสามารถในการต้านทานความเสียหายของอาคารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถอพยพคนออกจากอาคารได้) ให้เป็นไปตามมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย วสท. 3002–51 ในภาคที่ 2 หมวดที่ 3 เรื่องมาตรฐานโครงสร้างของอาคารเพื่อป้องกันอัคคีภัยได้มีการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรฐานโครงสร้างของอาคารเพื่อการป้องกันอัคคีภัย ไว้ดังนี้

          แนวทางในการกำหนดมาตรฐานโครงสร้างสำหรับอาคารนั้น จะพิจารณาจากปัจจัยที่สำคัญสองส่วน ได้แก่ ชนิดของการก่อสร้าง (construction type) และประเภทกิจกรรมการใช้งานของอาคาร  โดยการก่อสร้างแต่ละประเภทจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราการทนไฟของส่วนต่างๆ ของโครงสร้างแตกต่างกัน และอาคารที่มีการใช้งานแต่ละประเภทจะมีพื้นที่และความสูงสุดที่ยอมให้สร้างต่างกัน ถ้าเป็นอาคารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูงและมีขนาดใหญ่ ก็อาจจะต้องเลือกประเภทของการก่อสร้างที่กำหนดให้มีอัตราการทนไฟของโครงสร้างสูง   ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นอาคารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยต่ำและมีขนาดเล็ก ก็อาจเลือกใช้ประเภทของการก่อสร้างที่กำหนดให้มีอัตราการทนไฟของโครงสร้างต่ำกว่าได้

          อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ภาคที่ 2 หมวดที่ 3 มาตรฐานโครงสร้างอาคารเพื่อการป้องกันอัคคีภัย หมวด 4 การแบ่งส่วนอาคาร และหมวด 5 การควบคุมวัสดุในอาคาร ในมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย วสท. 3002–51 (E.I.T. 300251) หน้า 38 ถึง 53 ในคู่มือเทคนิคการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัยของ วสท.

3. การตรวจสอบสภาพของโครงสร้างอาคาร ตามคู่มือเทคนิคการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัย (สำหรับการตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย) ภาคที่ 4 การตรวจสอบด้านความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ได้มีการแนะนำแนวทาง ไว้ดังนี้

          1) อายุการใช้งานของอาคาร : อาคารที่ก่อสร้างในยุคปัจจุบัน  โดยเฉลี่ยแล้ววิศวกรมักจะถือว่า อาคารมีอายุใช้งานประมาณ 50 ปี  อายุการใช้งานของอาคารมักถูกกำหนดด้วยคุณค่าทางเศรษฐกิจของอาคาร  เมื่อหมดคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้ว แม้โครงสร้างอาคารจะมีความคงทนถาวรต่อไปก็มักจะถูกรื้อถอนเพื่อให้สามารถใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์อย่างอื่น

          2) การตรวจสภาพและบำรุงรักษาอาคาร : เป็นความจริงที่ว่าอาคารส่วนใหญ่มีความคงทนมาก แต่หากมีข้อบกพร่องหรือการแตกร้าวของตัวอาคาร อันเนื่องจากการก่อสร้างหรือการใช้งาน  การซ่อมบำรุงเล็กๆ น้อยๆ  จะช่วยยืดอายุอาคารและทำให้อาคารปลอดภัย  หรือมีอัตราส่วนความปลอดภัยคงเดิมตลอดอายุการใช้งาน

          สำหรับอาคารที่ไม่มีประวัติการแตกร้าวหรือทรุดเอียง  ควรตรวจสอบโครงสร้างทั้งอาคารด้วยสายตา และเครื่องมือช่วยพื้นฐาน  เช่น  ลูกดิ่ง ไม้บรรทัดระดับน้ำ สายยางระดับน้ำ อย่างน้อยปีละครั้งว่ามีการทรุดตัว เอียงตัว หรือการแตกร้าวหรือไม่  หรือ มีคอนกรีตกะเทาะ เช่น จากการชนของเครื่องจักร  จนอาจเป็นเหตุให้ความชื้น และอากาศเข้าไปทำให้เกิดสนิมในเหล็กเสริมหรือไม่  หรือมีน้ำรั่วซึม (จากน้ำฝน หรือน้ำจากห้องน้ำ หรือน้ำจากกระบวนการผลิต) ทำให้โครงสร้าง พื้น–คาน–เสา  ส่วนที่ไม่ได้ออกแบบไว้ให้เปียกน้ำตลอดเวลาหรือไม่

          การซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ อาทิ เช่น ใช้ปูนทรายปิดรอยกะเทาะของคอนกรีต การขจัดน้ำรั่วซึมเข้าในอาคารหรือการทาสีภายนอกอาคาร ก็เป็นการบำรุงรักษาช่วยยืดอายุอาคารให้อยู่ได้ยืนยาวตามที่ออกแบบไว้

          ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก คู่มือเทคนิคการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัย (สำหรับการตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย) ภาคที่ 4 การตรวจสอบด้านความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร หน้า 50–82

ร่วมแสดงความคิดเห็น
ต้อง log in ก่อนจึงสามารถแสดงความคิดเห็นได้
 
กองมาตรฐานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
โทรศัพท์: 02-561-2445 ต่อ 603,610  โทรสาร: 02-579-9202  อีเมล: labsafety@nrct.go.th
จำนวนผู้เข้าชม
2878509
ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2554