ดาวน์โหลด เอกสารการประชุม วันที่ 2 มิถุนายน 2557 ได้ที่นี่
  ทะเบียนผู้ใช้ (username):     รหัสผ่าน:     จำสถานะ    
  ลักษณะทางกายภาพของห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์และเครื่องมือ
งานสถาปัตยกรรม : รายละเอียดเพิ่มเติม

งานสถาปัตยกรรม : รายละเอียดเพิ่มเติม

1. การแยกส่วนระหว่างงานส่วนต่างๆ ของห้องปฏิบัติการอย่างเหมาะสม สามารถทำได้โดย

          1) การแยกพื้นที่ใช้สอยทางกายภาพ โดยการใช้ผนัง ประตู ฉากกั้นห้อง หากเป็นห้องหรืออาคารที่ได้รับการออกแบบใหม่ หรือเป็นห้องที่ได้รับการปรับปรุงต่อเติม การแยกพื้นที่ใช้สอยควรเป็นข้อหนึ่งของการออกแบบ

          2) การแยกพื้นที่ใช้สอยโดยการบริหารจัดการ อาทิ การจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ กันในเวลาต่างๆ กันในพื้นที่เดียวกัน และการทำงานให้ไม่มีความทับซ้อนกัน หรือการจัดแยกพื้นที่เฉพาะสำหรับแต่ละคน

          3) การปฏิบัติการทางด้านเภสัชกรรม หรือการผสมยา ซึ่งต้องมีการควบคุมดูแลสารปฏิบัติการตั้งต้น

          4) การแยกส่วนห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับสัตว์ทดลอง (ในกรณีที่มีการใช้งานเกี่ยวกับสัตว์ทดลอง เช่น ห้องปฏิบัติการทางชีวเคมี เป็นต้น)

          ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากเรื่อง Buildings: general principles ใน GLP handbook หน้า 18–23.

2.  ส่วนบริเวณข้างเคียงที่มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหรืออันตรายต่อห้องปฏิบัติการได้แก่ พื้นที่ต่างๆ ดังนี้

          1) สนามกีฬา ลานออกกำลังกาย ที่มีลักษณะของกิจกรรมแบบเคลื่อนที่ไปมา (active)

          2) ห้องปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุหรืออัคคีภัย รวมถึงที่มีความเสี่ยงทางด้านชีวนิรภัยและการติดเชื้อที่ใช้ในการทดลอง เป็นต้น

          3) อาคารที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุหรืออัคคีภัย เช่น อาคารที่ใช้เก็บสารเคมี สถานที่ตั้งหม้อแปลงไฟฟ้า (transformer) สถานที่ตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) หรือ อาคารที่ตั้งของ เครื่องต้มน้ำ (boiler) ครัว (kitchen) หรือ โรงอาหาร (canteen) เป็นต้น

3. การแยกประเภทห้องปฏิบัติการเคมีทั่วไป หรือห้องปฏิบัติการพิเศษ หมายถึง การแยกประเภทห้องปฏิบัติการพิเศษ เช่น ห้องปฏิบัติการด้านกัมมันตรังสี หรือ ด้านชีวนิรภัย เป็นต้น ซึ่งมีการทดลองและเกี่ยวข้องกับการใช้งานสารเคมีที่มีความอันตรายสูง เช่น สารกัมมันตรังสี หรือ ห้องปฏิบัติการที่ต้องทำงานที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับเชื้อและระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety levels–BSL) ตั้งแต่ระดับ BSL1–BSL4 แยกส่วนพื้นที่การทำงานออกจากห้องปฏิบัติการเคมีทั่วไปให้ชัดเจนเพื่อความปลอดภัยของผู้ทำการวิจัย และลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

4. การแยกประเภทห้องปฏิบัติการตามความเสี่ยง หมายถึง การแยกประเภทห้องปฏิบัติการตามความเสี่ยง (ต่ำ–ปานกลาง–ค่อนข้างสูง–สูง) ในกรณีที่ภายในห้องปฏิบัติการประกอบด้วยโครงงานวิจัยหลากหลายประเภทที่มีระดับความอันตรายและความเสี่ยงแตกต่างกันปะปนกันอยู่ ควรแยกประเภทของการทดลองและวิจัยที่มีอยู่โดยจัดแบ่งกลุ่มตามระดับความเสี่ยงใกล้เคียงกันรวมไว้ด้วยกัน กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงควรจัดไว้ตรงบริเวณด้านในของห้องปฏิบัติการ ห่างจากทางสัญจรหลักหรือทางเข้าออกของในห้อง หรือบริเวณที่เข้าถึงได้ยากสุด แล้วจึงเริ่มการกำหนดส่วนพื้นที่ทำงานของงานวิจัยอื่นๆ  ที่มีระดับความเสี่ยงน้อยลงมาตามลำดับให้ขยายออกไป จนเต็มส่วนพื้นที่ห้องปฏิบัติการ

5. การกำหนดขนาดพื้นที่ห้องปฏิบัติการตามเกณฑ์และมาตรฐานต่างประเทศ ขนาดพื้นที่มาตรฐานสำหรับห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์แต่ละประเภทตามมาตรฐานของ  Time – saver standard for building types และตาม Guidelines for laboratory design กำหนดไว้ตรงกัน ตามที่ปรากฏในตารางที่ 1

 

ตารางที่ 1  ขนาดพื้นที่มาตรฐานสำหรับการทำวิจัยสำหรับห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์แต่ละประเภท

ประเภทของพื้นที่ห้องปฏิบัติการ (Laboratory area categories)

(ตารางเมตรต่อนักวิจัยหนึ่งคน)

กิจกรรมหลัก

สำนักงาน

ห้องปฏิบัติการ

ส่วนสนับสนุน Lab

รวม ตร.ม.*

 

ค่าน้อยสุด–เฉลี่ย

ค่าน้อยสุด–เฉลี่ย

ค่าน้อยสุด–เฉลี่ย

ค่าน้อยสุด–เฉลี่ย

ชีววิทยาโมเลกุล

5.5–9.0

12.0–13.0

8.0

25.5–30.0

เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

5.5–9.0

9.5–13.0

9.5

24.5–31.5

เคมีวิเคราะห์

5.5–9.0

11.0–15.0

20.0–35.0

18.5–27.5

ชีวเคมี

5.5–9.0

13.0–17.5

60.0–80.0

24.5–34.5

เคมีอินทรีย์

5.5–9.0

15.0–19.0

40.0–50.0

24.5–33.0

เคมีเชิงฟิสิกส์

5.5–9.0

17.0–20.0

30.0–40.0

25.5–33.0

สรีรวิทยา

5.5–9.0

15.0–17.0

20.0–40.0

22.5–30.0

* ขนาดพื้นที่รวมยังไม่รวมพื้นที่อื่นๆ เช่น พื้นที่เลี้ยงสัตว์ทดลอง ส่วนบริหาร ส่วนเจ้าหน้าที่ หรือส่วนสนับสนุนต่างๆของอาคาร 

ที่มา Time–saver standard for building types, 2001: หน้า 507 และ Guidelines for laboratory design, 2001: หน้า 9

6.  การกำหนดขนาดความสูงของห้องปฏิบัติการ   การวัดความสูงของห้องปฏิบัติการตามกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) เป็นการวัดความสูงตามแนวดิ่งจากพื้นถึงพื้น หมายถึง การวัดระยะจากพื้นห้องที่ทำการประเมินไปตลอดความสูง จนถึงพื้นห้องของชั้นถัดไป (มิใช่การวัดระยะความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานภายในห้องปฏิบัติการ)  ส่วนในกรณีของชั้นใต้หลังคาให้วัดจากพื้นถึงยอดฝาหรือยอดผนังอาคาร  และในกรณีของห้องหรือส่วนของอาคารที่อยู่ภายในโครงสร้างของหลังคาให้วัดจากพื้นถึงยอดฝาหรือยอดผนังของห้อง หรือส่วนของอาคารดังกล่าว ที่ไม่ใช่โครงสร้างของหลังคา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ในกฎหมายอาคาร อาษา, 2548:  หน้า 3–211

7.  การกำหนดขนาดและระยะต่างๆ ของพื้นที่และทางเดินภายในห้องปฏิบัติการ สามารถกำหนดขนาดตามเกณฑ์ของ Time–saver standard for building types และตาม Guidelines for laboratory design  ซึ่งกำหนดไว้ตรงกัน โดยมีรายละเอียดตามที่ปรากฏในตารางที่ 2  ดังนี้

ตารางที่ 2  ขนาดความกว้างของห้องปฏิบัติการตามจำนวนหน่วยย่อย (มอดูล)

จำนวนหน่วยมอดูล

1

2

3

4

5

6

จำนวนแถวที่ขนานกัน

 

 

 

 

 

 

      ทางเดิน

1

2

3

4

5

6

       โต๊ะปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์

2

4

6

8

10

12

จำนวนแนวของระบบสาธารณูปโภค

2

4

6

8

10

12

ความกว้างของแถวที่ขนานกัน

 

 

 

 

 

 

ทางเดินกว้าง 1.50 ม.

1.50 ม.

3.00 ม.

4.50 ม.

4.50 ม.

7.50 ม.

9.00 ม.

อุปกรณ์กว้าง 1.50 ม.

1.50 ม.

3.00 ม.

4.50 ม.

4.50 ม.

7.50 ม.

9.00 ม.

ระบบสาธารณูปโภคกว้าง 0.15 ม.

0.30 ม.

0.60 ม.

0.90 ม.

1.20 ม.

1.50 ม.

1.80 ม.

ขนาดความกว้างรวมเพื่อการก่อสร้าง (วัดจากกึ่งกลางถึงกึ่งกลางหน่วย)

       ผนังเบา*        หนา  0.10 ม.

3.40 ม.

6.70 ม.

11.50 ม.

13.60 ม.

17.10 ม.

20.50 ม.

       ผนังก่อ/หนัก*  หนา  0.15 ม.

3.45 ม.

6.70 ม.

11.50 ม.

13.75 ม.

17.20 ม.

20.65 ม.

*   ผนังเบา หมายถึง ผนังที่มีความหนาประมาณ 0.10 ม. ภายในมีโครงคร่าวโลหะแล้วกรุผิวผนังสองด้านด้วยวัสดุแผ่นบางที่มีความหนาประมาณ 12 มม. (ข้างละ 6 มม.) เช่น แผ่นยิบซั่มบอร์ด หรือ แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ เป็นต้น

**   ผนังก่อ/ผนังหนัก หมายถึง ผนังที่มีความหนาประมาณ 0.15 ม. (สำหรับประเทศไทยมีความหนาอยู่ที่ประมาณ 0.10–0.20 ม.) ก่อสร้างด้วยวัสดุก่อจำพวก อิฐ อิฐมวลเบา หรือ คอนกรีตบล็อค เป็นต้น

(ที่มา  Time–saver standard for building types, 2001: หน้า 508 และ Guidelines for laboratory design, 2001:  หน้า 24)

8.  สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้เป็นพื้นผิวของพื้น/ผนัง/เพดาน มีความเหมาะสมต่อการใช้งานภายในห้องปฏิบัติการ สามารถอธิบายเพิ่มเติมในรายละเอียดได้ดังนี้

          1)   มีลักษณะพื้นผิวเป็นเนื้อเดียวกัน/มีผิวเรียบ/ไม่มีรูพรุน/ปราศจากรอยต่อ เนื่องจากวัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่นขนาดเล็กเช่นกระเบื้อง (กระเบื้องเซรามิก/กระเบื้องยาง) มีแนวโน้มที่จะเกิดการสะสมของคราบสกปรกและสารเคมีระหว่างแนวรอยต่อ

          2)   มีความสามารถในการกันไฟ/ทนไฟ/ไม่เป็นอันตรายเมื่อเกิดไฟไหม้ ไม่ติดไฟเมื่อเกิดอัคคีภัย ได้แก่ วัสดุจำพวก คอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็ก (ที่ผ่านการจัดทำระบบกันไฟ) หรือ วัสดุก่อ (อิฐประเภทต่างๆ) เป็นต้น ส่วนวัสดุจำพวกไม้ เป็นวัสดุที่ติดไฟได้ จึงไม่เหมาะสมสำหรับใช้งานภายในห้องปฏิบัติการ ส่วนวัสดุประเภทอื่นๆ ที่สามารถติดไฟได้ มีการกำหนดรายละเอียดการใช้งานวัสดุแต่ละประเภทให้เป็นไปตามข้อกำหนดในการใช้วัสดุพื้น ผนัง และฝ้าเพดาน ตามมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย วสท. 3002–51 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย วสท. 3002–51, 2551: หน้า 51 ถึง 57)

          3)   มีความปลอดภัยในการทำงาน/การป้องกันอุบัติเหตุ เช่น การกันลื่น/ไม่ลื่น หรือ กันไฟฟ้าสถิต เป็นต้น ตัวอย่างเช่น วัสดุปูพื้นที่มีลักษณะผิวเรียบลื่น เช่น วัสดุประเภท กระเบื้องเซรามิก (ชนิดผิวเรียบ) หรือ หินขัด มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเมื่อเปียกชื้น

          4)   มีความคงทน (ทนทาน) ในการใช้งาน มีความสามารถในการป้องกันการเกิดรอยขูดขีด หรือสามารถซ่อมแซมได้ง่ายเมื่อเกิดความเสียหายบนพื้นผิววัสดุอันเกิดจากการใช้งาน เป็นต้น

          5)   มีความทนทานต่อสารเคมี/น้ำและความชื้น รวมถึงการกันน้ำและกันการรั่วซึม/ความร้อน โดยสามารถทนทานได้เมื่อเกิดการรั่วซึมแล้วไม่เกิดความเสียหาย หรือหากเกิดความเสียหายขึ้นสามารถดำเนินการซ่อมแซมได้ง่าย รวมถึงมีความสามารถในการป้องกันการเกิดรั่วซึมของน้ำหรือของเหลว (จากภายนอกเข้าสู่ภายในและจากภายในรั่วซึมออกสู่ภายนอก) จากภายในห้องปฏิบัติการ เช่น จากระบบท่อน้ำต่างๆ หรือ จากภายนอกห้องปฏิบัติการ เช่น จากการรั่วซึมของน้ำฝน หรือ จากห้องปฏิบัติการที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง เป็นต้น

          ส่วนความร้อนที่มีผลกับวัสดุพื้นผิว ได้แก่ ความร้อนจากอุปกรณ์ จากสภาพแวดล้อมภายนอก และจากการทำงานภายในห้องปฏิบัติการ วัสดุพื้นผิวบางประเภทเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพเมื่อสัมผัสกับความร้อนเป็นเวลานาน เช่น กระเบื้องยาง ดังนั้นในบริเวณที่มีเครื่องมือ กิจกรรมหรือ สภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความร้อน จึงควรเลือกใช้วัสดุโดยพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย

          6)   มีความสะดวกและง่ายต่อการดูแลรักษา ทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อ มีลักษณะพื้นผิวถูกสุขลักษณะ วัสดุที่ใช้ต้องไม่สะสมหรือเก็บคราบฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่างๆ สามารถทำความสะอาดฆ่าเชื้อ (disinfected) ได้ง่าย ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการ วัสดุบางประเภทอาจไม่เหมาะสมในแง่ดังกล่าว เช่น วัสดุปูพื้นประเภทหินขัดเป็นวัสดุที่เนื้อภายในมีรูพรุน มีโอกาสในการเกิดการสะสมของคราบสกปรกและสารเคมีภายในเนื้อวัสดุเมื่อมีสารเคมีหกลงบนพื้นผิว ยากต่อการทำความสะอาดคราบเหล่านั้น เมื่อใช้น้ำยาสำหรับทำความสะอาดผิวหน้าก็มีโอกาสเกิดความเสียหายของวัสดุเพิ่มขึ้น เป็นต้น

9. สำหรับในกรณีที่มีหน้าต่างซึ่งใช้เพื่อการระบายอากาศด้วยวิธีธรรมชาติ (natural ventilation) ควรมีบานหน้าต่างอย่างน้อย 2 ด้านที่ติดภายนอกอาคารเพื่อให้สามารถระบายอากาศได้ หากมีเพียงหนึ่งด้านควรมีพัดลม หรือพัดลมระบายอากาศช่วยในการหมุนเวียนและระบายอากาศภายในห้องปฏิบัติการ ควรศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน งานวิศวกรรมระบบระบายอากาศและปรับอากาศ

          หากหน้าต่างทุกบานในห้องเป็นหน้าต่างบานติดตายควรปรับเปลี่ยนให้มีหน้าต่างที่เปิดออกได้อย่างน้อย 1 บาน หรือถ้าหากมีประตูภายในห้องอย่างน้อย 2 บานซึ่งสามารถใช้ได้สำหรับในกรณีฉุกฉินแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องมีหน้าต่างที่เปิดได้ในห้องปฏิบัติการก็ได้

10. มีการแสดงข้อมูลที่ตั้งและสถาปัตยกรรมที่สื่อสารถึงการเคลื่อนที่และลักษณะทางเดิน ได้แก่ ผังพื้นแสดงตำแหน่งและเส้นทางหนีไฟ และตำแหน่งที่ตั้งอุปกรณ์ฉุกเฉิน ให้เป็นไปตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

               1) ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ข้อ 5. (2) ได้กำหนดให้ อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารขนาดใหญ่ อาคารสาธารณะ และสำนักงาน (ดูรายละเอียดนิยามอาคารแต่ละประเภทจากกฎกระทรวงฉบับที่  47 (พ.ศ. 2540) หน้า 3–179 ถึง 3–181  ในกฎหมายอาคาร อาษา เล่ม 1 โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ) ต้องจัดให้มีการติดตั้งแบบแปลนแผนผังของอาคารแต่ละชั้นแสดงตำแหน่งห้องต่างๆ ทุกห้อง ตำแหน่งที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ ประตูหรือทางหนีไฟของชั้นนั้นติดไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนที่บริเวณห้องโถงหรือหน้าลิฟท์ทุกแห่งทุกชั้นของอาคาร และที่บริเวณพื้นชั้นล่างของอาคารต้องจัดให้มีแบบแปลนแผนผังของอาคารทุกชั้นเก็บรักษาไว้เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้โดยสะดวก

           2) ตามกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขในการใช้ การเก็บรักษาและการมีไว้ครอบครอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่ายและกิจการอันอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่ายและการจัดการให้มีบุคคลและสิ่งจำเป็นในการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2548 หมวดที่ 2 ได้กำหนดรายละเอียดไว้ดังนี้

               ได้กำหนดให้กิจการอันอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย ได้แก่ กิจการที่ใช้ หรือเก็บรักษา หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย หรือกิจการที่มีกระบวนการผลิตหรืออุปกรณ์การผลิตที่ก่อให้เกิดความร้อน หรือประกายไฟ หรือเปลวไฟ ที่อาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย รวมทั้งกิจการที่มีสภาพหรือมีการใช้อาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัย โดยมีการประกอบกิจการในอาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคาร ของสถานศึกษา เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือ   สถานที่ผลิต เก็บ หรือจำหน่ายสารเคมีและวัตถุอันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย ต้องจัดให้มีสิ่งจำเป็นในการป้องกันและระงับอัคคีภัยสำหรับอาคารที่ประกอบกิจการที่สำคัญได้แก่  แบบแปลนแผนผังของอาคารแต่ละชั้น

               ส่วนเนื้อหาอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขในการใช้การเก็บรักษาและการมีไว้ในครอบครอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่ายและกิจการอันอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่ายและการจัดให้มีบุคคลและสิ่งจำเป็นในการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2548

               3) ตามคู่มือเทคนิคการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัย (สำหรับการตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย) โดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ได้มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับป้ายแผนผังอาคารไว้ดังรูปที่ 4.1 แสดงตัวอย่างป้ายแผนผังของอาคาร และมีรายละเอียดเกี่ยวกับป้ายแผนผังของอาคารดังต่อไปนี้

                     3.1) ป้ายแผนผังของอาคารแต่ละชั้นใช้ในกรณีฉุกเฉินทั้งอพยพและบรรเทาเหตุ ต้องติดตั้งในตำแหน่งที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ง่ายบนพื้นที่ส่วนกลางและต้องมีรายละเอียดอย่างน้อยดังนี้ ให้แสดงแปลนห้องต่างๆ ในชั้นนั้นๆ บันไดทุกแห่ง ตำแหน่งอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วยมือ และตำแหน่งอุปกรณ์ดับเพลิงพร้อมแสดงเส้นทางอพยพของชั้นนั้น

                     3.2) ป้ายแผนผังอาคารต้องมีขนาดใหญ่พอเหมาะกับรายละเอียดที่ต้องแสดง และสามารถอ่านได้ในระยะประมาณ 1 เมตร แต่ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่า 0.25 x 0.25 เมตร มีสีพื้นของป้ายแตกต่างจากสีผนังบริเวณที่ติดตั้งและต่างจากสีรายละเอียดที่แสดงในป้ายให้ติดตั้งสูงจากพื้นถึงกึ่งกลางป้ายอย่างน้อย 1.20 เมตร แต่ไม่เกิน 1.60 เมตร

รูปที่ 1 ป้ายแผนผังของอาคาร

(ที่มา คู่มือเทคนิคการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัย, 2551: หน้า 206)

         นอกจากการแสดงป้ายแผนผังของอาคารที่มีรายละเอียดตามกฎกระทรวง และตามข้อแนะนำในคู่มือเทคนิคการตรวจสอบอาคารฯแล้ว ควรแสดงรายละเอียดตำแหน่งที่ตั้งอุปกรณ์ฉุกเฉิน สำหรับห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมบนแผนผังอาคารดังกล่าวให้สมบูรณ์

ร่วมแสดงความคิดเห็น
ต้อง log in ก่อนจึงสามารถแสดงความคิดเห็นได้
 
กองมาตรฐานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
โทรศัพท์: 02-561-2445 ต่อ 603,610  โทรสาร: 02-579-9202  อีเมล: labsafety@nrct.go.th
จำนวนผู้เข้าชม
2878424
ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2554