ดาวน์โหลด เอกสารการประชุม วันที่ 2 มิถุนายน 2557 ได้ที่นี่
  ทะเบียนผู้ใช้ (username):     รหัสผ่าน:     จำสถานะ    
  ระบบการป้องกันและแก้ไขภัยอันตราย
ความปลอดภัยส่วนบุคคล  (personal safety)

 

ความปลอดภัยส่วนบุคคล  (Personal safety)

 

        ความปลอดภัยระดับบุคคลที่เป็นรูปธรรม จะเน้นในเรื่องของอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment, PPE) ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ใช้ป้องกันผู้สวมใส่จากอันตราย (ไม่ได้ช่วยลดหรือกำจัดความเป็นอันตรายของสารเคมี) โดยการจัดสรร PPE เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานใช้ในการทำงานหรือในห้องปฏิบัติการ อาจสามารถดำเนินการได้โดยการจัดสรรจากงบประมาณส่วนกลางให้ครบถ้วนและเหมาะสมกับการปฏิบัติงานจริง   

รูปที่ 1 อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลชนิดต่างๆ

(ที่มา Princeton Lab Safety [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://web.princeton.edu/sites/ehs/labsafetymanual/sec6c.htm#ppe สืบค้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2555)

            อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หมายถึง ถุงมือ, อุปกรณ์กรองอากาศ, อุปกรณ์ป้องกันตา และเสื้อผ้าที่ป้องกันร่างกาย (รูปที่ 1) การใช้ PPE ขึ้นกับชนิดหรือประเภทของการปฏิบัติงาน และธรรมชาติ/ปริมาณของสารเคมีที่ใช้ โดยต้องมีการประเมินความเสี่ยงของการปฏิบัติงานเป็นข้อมูลในการเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสม ได้แก่

  • อุปกรณ์ป้องกันหน้า (face protection) 
  • อุปกรณ์ป้องกันตา (eye protection)
  • อุปกรณ์ป้องกันมือ (hand protection)
  • อุปกรณ์ป้องกันเท้า (foot protection)
  • อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย (body protection)
  • อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน (hearing protection)
  • อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ (respiratory protection)

 

อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล

      อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หมายถึง ถุงมือ, อุปกรณ์กรองอากาศ, อุปกรณ์ป้องกันตา และเสื้อผ้าที่ป้องกันร่างกายการใช้ PPE ขึ้นกับชนิดหรือประเภทของการปฏิบัติงาน และธรรมชาติ/ปริมาณของสารเคมีที่ใช้ โดยต้องมีการประเมินความเสี่ยงของการปฏิบัติงานเป็นข้อมูลในการเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสม

 

PPE ครอบคลุมสิ่งต่อไปนี้ 

 

 1) อุปกรณ์ป้องกันหน้า (Face protection) หรือที่กำบังใบหน้า (Face shields,รูปที่ 2)เมื่อทำงานกับสารเคมีอันตราย ต้องใส่หน้ากากป้องกันการกระเด็นของสารเคมีโดนใบหน้า ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันกับแว่นตาได้ หน้ากากป้องกันใบหน้าบางประเภท เช่น หน้ากากที่มีกระบังหน้าเลนส์ใส 

   

                                                                                              

                                                                                                 รูปที่ 2 หน้ากากป้องกันใบหน้า (Face shields)

    2) อุปกรณ์ป้องกันตา (Eye protection)

         ใช้ป้องกันตา อาจใช้ร่วมกับอุปกรณ์ป้องกันใบ ลักษณะแว่นตาที่ใช้ในห้องปฏิบัติการมี 2 ประเภท คือ

  • แว่นตากันฝุ่น/ลม/ไอระเหย (Goggles) เป็นแว่นตาที่ป้องกันตาและพื้นที่บริเวณรอบดวงตาจากอนุภาค ของเหลวติดเชื้อ หรือสารเคมี/ไอสารเคมี (รูปที่ 3)

 

รูปที่ 3 Goggles

  • แว่นตานิรภัย (Safety glasses) จะคล้ายกับแว่นตาปกติที่มีเลนส์ซึ่งทนต่อการกระแทกและมีกรอบแว่นตาที่แข็งแรงกว่าแว่นตาทั่วไป แว่นตานิรภัยมักมีการชี้บ่งด้วยอักษรเครื่องหมาย "Z87" ตรงกรอบแว่นตาหรือบนเลนส์ ควรสวมใส่เพื่อป้องกันดวงตาจากอนุภาค แก้ว เศษเหล็ก และสารเคมี (รูปที่ 4)

รูปที่ 4 Safety glasses

   3) อุปกรณ์ป้องกันมือ (Hand protection)

  • ถุงมือ (Gloves) ใช้ป้องกันมือจากสิ่งต่อไปนี้

          - สารเคมี สิ่งปนเปื้อนและเชื้อโรค (เช่น ถุงมือลาเท็กซ์/ถุงมือไวนิล/ถุงมือไนไทรล์)

          - ไฟฟ้า (เช่นถุงมือป้องกันไฟฟ้าสถิต)

          - อุณหภูมิที่สูง/ร้อนมาก (เช่น ถุงมือที่ใช้สำหรับตู้อบ)

          - อันตรายทางเครื่องมือ/เครื่องกล สิ่งของมีคมซึ่งอาจทำให้เกิดบาดแผลได้

    การเลือกถุงมือที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ (ตารางที่ 1) ปัจจุบันพบว่า โรคผิวหนังอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นมากถึง 40-45% ของโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในห้องปฏิบัติการวิจัยที่มีสารเคมีอันตราย สารเคมีหลายชนิดทำให้ผิวหนังระคายเคืองหรือผิวหนังไหม้ได้ และยังอาจถูกดูดซึมผ่านผิวหนังได้ด้วย เช่น สารไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (dimethyl sulfoxide, DMSO), ไนโตรเบนซีน (nitrobenzene) และตัวทำละลายหลายๆ ชนิด สามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังและเข้าสู่กระแสโลหิตได้

ถุงมือแต่ละชนิดมีสมบัติและอายุการใช้งานแตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องพิจารณาเลือกใช้ให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

ตารางที่ 1  ตัวอย่างชนิดของถุงมือและการใช้งาน

วัสดุที่ใช้ทำถุงมือ การใช้งานทั่วไป

บิวทิล (Butyl)
มีความทนทานสูงมากที่สุดต่อการซึมผ่านของแก๊สและไอน้ำ จึงมักใช้ในการทำงานกับสารเคมีกลุ่มเอสเทอร์และคีโตน

นีโอพรีน (Neoprene)
มีความทนทานต่อการถลอกและขีดข่วนปานกลาง แต่ทนแรงดึงและความร้อนได้ดี มักใช้งานกับกรด สารกัดกร่อน และน้ำมัน

ไนไทรล์ (Nitrile)
ถุงมือที่ใช้ทำงานทั่วไปได้ดีมาก สามารถป้องกันสารเคมีกลุ่มตัวทำละลาย น้ำมัน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและสารกัดกร่อนบางชนิด และยังทนทานต่อการฉีกขาด การแทงทะลุและการขีดข่วน

พอลีไวนิลคลอไรด์
(Polyvinyl chloride, PVC)
ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้ดีมาก และสามารถป้องกันมือจากไขมัน กรด และสารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน

พอลีไวนิลแอลกอฮอล์
(Polyvinyl alcohol, PVA)
สามารถป้องกันการซึมผ่านของแก๊สได้ดีมาก สามารถป้องกันตัวทำละลายชนิดอะโรมาติก(aromatic)และคลอรีเนต(chlorinate)ได้ดีมาก แต่ไม่สามารถใช้กับน้ำหรือสารที่ละลายในน้ำ

ไวทอน (Viton)
มีความทนทานต่อตัวทำละลายชนิดอะโรมาติกและคลอริเนตได้ดีเยี่ยม มีความทนทานมากต่อการฉีกขาดหรือการขีดข่วน

ซิลเวอร์ชิลด์
(Silver Shield)
ทนต่อสารเคมีที่มีพิษและสารอันตรายหลายชนิด จัดเป็นถุงมือที่ทนทานต่อสารเคมีระดับสูงที่สุด

ยางธรรมชาติ
มีความยืดหยุ่นและทนต่อกรด สารกัดกร่อน เกลือ สารลดแรงตึงผิว และแอลกอฮอล์ แต่มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถใช้กับ chlorinated sovents ได้ และสารบางอย่างสามารถซึมผ่านถุงมือยางได้ เช่น dimethylmercury

 

    4) อุปกรณ์ป้องกันเท้า (Foot protection)

        รองเท้าที่ใช้สวมใส่ในห้องปฏิบัติการ ต้องเป็นรองเท้าที่ปิดนิ้วเท้า (รูปที่ 5) และควรสวมใส่ตลอดเวลา

        รองเท้าที่ทำจากวัสดุบางชนิดสามารถทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี ตัวทำละลาย หรือการซึมผ่านของน้ำได้ เช่น รองเท้ายางที่สวมหุ้มรองเท้าธรรมดา และรองเท้าบูท สำหรับรองเท้าหนังสามารถดูดซับสารเคมีได้จึงไม่ควรสวมอีกถ้าปนเปื้อนสารเคมีอันตราย
 

รูปที่ 5 ตัวอย่างรองเท้าที่ปิดนิ้วเท้า

    5) อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย (Body protection)

         ผู้ปฏิบัติงานควรสวมเสื้อคลุมปฏิบัติการ (Lab coat) ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องปฏิบัติการ เสื้อคลุมปฏิบัติการควรมีความทนทานต่อสารเคมีและการฉีกขาดมากกว่าเสื้อผ้าโดยทั่วไป นอกจากนี้ ผ้ากันเปื้อนที่ทำด้วยพลาสติกหรือยางก็สามารถป้องกันของเหลวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนหรือระคายเคืองได้

        “ เสื้อผ้าที่หลวมไม่พอดีตัว ใหญ่เกินไปหรือรัดมากเกินไป เสื้อผ้าที่มีรอยฉีกขาดอาจทำให้เกิดอันตรายในห้องปฏิบัติการได้ และควรติดกระดุมเสื้อคลุมปฎิบัติการตลอดเวลา”

    6) อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน (Hearing protection) รูปที่ 6

         ใช้เมื่อทำงานกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่มีคลื่นเสียงคะแนนสูง ยกเว้นการทดลองกับอุปกรณ์ ultrasonicator ซึ่งมีคลื่นคะแนนของเสียงสูง เช่น sonicator ตามเกณฑ์ของ OSHA ได้กำหนดไว้ว่า คนที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงระดับ 85 เดซิเบล ไม่ควรทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน (OSHA Occupational Noise Standard)
 

รูปที่ 6 อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน

    7) อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ (Respiratory protection) 

        ผู้ปฏิบัติงานควรสวมอุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ ที่สามารถกรองหรือมีตัวดูดซับสิ่งปนเปื้อน
เมื่อทำงานที่มีอนุภาคฝุ่นผงหรือไอ การเลือกใช้ต้องคำนึงถึงศักยภาพและประสิทธิภาพของตัวกรอง (filter) หรือตัวดูดซับ (chemical absorbent) ในการป้องกันสารอันตรายที่กฎหมายกำหนด เช่น โครเมียม ตะกั่ว ให้ต่ำกว่าระดับการได้รับสัมผัสสารจากการทำงาน (Occupational Exposure Level, OEL)

              อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ ต้องไม่รั่วซึมและสวมได้กระชับกับใบหน้า รวมทั้งมีการบำรุงรักษาทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipments, PPE)
ดร.พรินท์พิดา   สนธิพันธ์
(7 สิงหาคม 2564  เวลา 00:22:25)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
ต้อง log in ก่อนจึงสามารถแสดงความคิดเห็นได้
 
กองมาตรฐานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
โทรศัพท์: 02-561-2445 ต่อ 603,610  โทรสาร: 02-579-9202  อีเมล: labsafety@nrct.go.th
จำนวนผู้เข้าชม
4125165
ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2554